Mood swings in women before menstruation.

อารมณ์แปรปรวนของสาว ๆ ก่อนมีประจำเดือน ทำอย่างไรให้หมดไป?

อารมณ์แปรปรวน หรืออารมณ์เหวี่ยงวีนของสาว ๆ ก่อนมีประจำเดือน เชื่อว่าทุกคนจะต้องเคยเป็นกันอย่างแน่นอน ซึ่งอารมณ์เหล่านี้นอกจากจะก่อความรำคาญใจให้แก่ตัวเองแล้ว ยังส่งผลกระทบถึงบุคคลรอบข้างอีกด้วย โดยอารมณ์เหล่านี้ในทางการแพทย์จะเรียกว่ากลุ่มอาการ PMS หรือ Premenstrual Syndrome ที่เราสามารถรักษาให้หายได้ แต่จะต้องรักษาหรือป้องกันอย่างไรบ้างนั้น มาดูกันเลย

รู้จักกับ PMS คืออะไร มีอาการอย่างไรบ้าง

สำหรับกลุ่มอาการ PMS หรือ Premenstrual Syndrome จะเป็นกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน ซึ่งผู้หญิงประมาณ 80% จะต้องประสบกับปัญหาเหล่านี้กันอย่างแน่นอน โดยเฉพาะผู้หญิงในช่วงอายุประมาณ 20-40 ปี อาการที่จะสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ คือ รู้สึกว่าตัวเองป่วย ไม่สบายตัว มีอารมณ์หงุดหงิด เหวี่ยงวีนง่ายกว่าปกติ และมักจะเป็นในช่วงก่อนมีประจำเดือนประมาณ 5-11 วัน และอาการเหล่านี้จะเริ่มดีขึ้นและหายได้เองหลังประจำเดือนมา 4-7 วันนั่นเอง

ไม่อยากมีอาการ PMS ต้องทำอย่างไร และป้องกันได้อย่างไร

โดยปกติแล้วผู้หญิงแต่ละคน จะมีการแสดงอาการ PMS มากน้อยแตกต่างกันออกไป ซึ่งในส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล โดยร่างกายจะส่งสัญญาณของกลุ่มอาการที่จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มอาการทางจิตใจและอารมณ์ ที่จะแสดงอาการหงุดหงิดง่า โมโหง่าย เครียด หรือมีอารมณ์ที่แปรปรวน อีกทั้งยังมีกลุ่มอาการทางร่างกายด้วยเช่นกัน ที่จะมีอาการเจ็บหรือคัดตึงเต้านม น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น มีความอยากอาหารตลอดเวลา ตัวบวม ท้องอืด อ่อนแรง เหนื่อยง่า ปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้อง เป็นต้น ดังนั้นหากใครต้องการป้องกันอาการเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาดูกันเลยว่าจะมีวิธีป้องกันอย่างไรบ้าง

  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งการหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารที่มีรสจัด เป็นต้น
  • หากใครที่มีความรู้สึกอยากอาหารบ่อย ๆ ให้แบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก และรับประทานวันละหลาย ๆ รอบ แทนการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ทุกรอบ
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • หากใครที่เป็นคนเครียดได้ง่าย ควรหากิจกรรมที่ช่วยเพิ่มความผ่อนคลายทำ หรือออกไปพบปะเพื่อนฝูงเพื่อให้เรารู้สึกดีขึ้นได้นั่นเอง

ผู้หญิงทุกคนเพียงแค่มีประจำเดือนในทุก ๆ เดือน ก็ถือเป็นความลำบากของชีวิตแล้ว แต่หากมีอาการ PMS ร่วมด้วย ยิ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก และเชื่อได้เลยว่าผู้หญิงทุกคนไม่ต้องการมีอาการเหล่านี้อย่างแน่นอน ดังนั้นหากใครที่มีอาการเหล่านี้เป็นประจำ ควรมองหาวิธีการป้องกัน และปฏิบัติตัวตามวิธีป้องกันอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยป้องกันอาการ PMS ทั้งในกลุ่มอาการทางจิตใจและอารมณ์ รวมทั้งกลุ่มอาการทางด้านร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

Related Post

คำถามที่ควรถามแพทย์
คำถามที่ควรถามแพทย์ทุกครั้งก่อนรับการรักษา
ทำไมต้องรักษานี้ และมีทางเลือกอื่นไหม การเริ่มต้นด้วยการถามเหตุผลของการรักษาจะช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมของปัญหาสุขภาพของตัวเองและเป้าหมายของการรักษาในระยะสั้นและระยะยาวถามแพทย์ว่าโรคหรืออาการของคุณถูกวินิจฉัยอย่างไร และมีหลักฐานหรือการทดสอบอะไรที่ยืนยันการวินิจฉัยนั้นบ้างสำคัญที่จะรู้ว่าการรักษานี้เป็นการรักษาที่จำเป็นเร่งด่วนหรือเป็นตัวเลือกหนึ่งในหลายทาง หากมีทางเลือกอื่น ควรถามข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือกสอบถามว่าแต่ละทางเลือกมีอัตราความสำเร็จอย่างไรและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวเป็นอย่างไรเมื่อเข้าใจทั้งเหตุผลและทางเลือกแล้ว คุณจะสามารถตัดสินใจร่วมกับแพทย์ได้อย่างมีข้อมูลและมั่นใจมากขึ้น ผลข้างเคียง ความเสี่ยง และโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน ทุกการรักษาย่อมมีความเสี่ยง ควรถามว่าโอกาสเกิดผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนมีความน่าจะเป็นเท่าไรและมีลักษณะอย่างไรบ้างถามให้ชัดเจนว่าอาการใดต้องรีบมาพบแพทย์ และอาการใดเป็นผลข้างเคียงปกติที่สามารถจัดการได้เองที่บ้านสอบถามด้วยว่าอาการเหล่านั้นอาจเป็นชั่วคราวหรืออาจคงอยู่ถาวร และมีวิธีลดความเสี่ยงหรือป้องกันอย่างไรบ้างหากมีปัจจัยส่วนตัว เช่น…
ความฉลาดทางอารมณ์สำหรับบุคลากรสาธารณสุข
วิธีพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์สำหรับบุคลากรสาธารณสุข
ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence หรือ EQ) เป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้บุคลากรสาธารณสุขสามารถรับมือกับความท้าทายในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีความกดดันสูง เต็มไปด้วยสถานการณ์ฉุกเฉิน และต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยและญาติที่อยู่ในภาวะเปราะบาง การพัฒนา EQ จึงไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ยังช่วยป้องกันภาวะหมดไฟ (burnout) และส่งเสริมสุขภาพจิตของบุคลากรสาธารณสุขอีกด้วย…
การแพ้ยา
ความจริงเกี่ยวกับ “การแพ้ยา” ที่หลายคนเข้าใจผิด
อะไรคือการแพ้ยาและไม่ใช่แค่ผลข้างเคียงธรรมดา การแพ้ยาเป็นปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อโมเลกุลของยาว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมและเป็นอันตราย การตอบสนองนี้อาจเกิดเป็นผื่น ลมพิษ บวมของใบหน้า หรือแม้กระทั่งอาการหายใจลำบาก ซึ่งต่างจากผลข้างเคียงทั่วไปที่ส่วนใหญ่เกิดจากฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของยาเอง การแยกระหว่างอาการแพ้ยาและผลข้างเคียงจึงสำคัญต่อการวางแผนการรักษาเพราะการหลีกเลี่ยงยาเดิมอาจจำเป็นสำหรับผู้ที่แพ้จริงๆ ในขณะที่การเปลี่ยนขนาดหรือการปรับเวลาใช้ยาอาจเพียงพอสำหรับผลข้างเคียงทั่วไป การวินิจฉัยที่ถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงจากการเลี่ยงยาที่มีประโยชน์โดยไม่จำเป็น ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับการแพ้ยา หลายคนเชื่อว่าถ้าเคยมีผื่นเมื่อรับประทานยาแล้วจะต้องแพ้ยาตลอดชีวิต แต่นี่ไม่เสมอไป เพราะบางปฏิกิริยาของร่างกายเป็นชั่วคราวหรือเกิดจากปัจจัยร่วมอื่นๆ เช่น…